เส้นทางสู่อาชีพทนายความคดีอาญา เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นว่าความ
ค่าตัวทนายความคดีอาญาในไทยคิดกันอย่างไร
การคิดค่าตัวทนายความคดีอาญาไม่มีอัตรากลางที่บังคับใช้ ทุกสำนักตั้งราคาตามความยากของสำนวนและชั้นศาลที่ต้องว่าความ คดีอาญาในศาลชั้นต้นที่จังหวัดใหญ่ ๆ อย่างสวรรณภูมิหรือศรีราชา มักเริ่มที่ 30,000–50,000 บาทต่อสำนวน ถ้าเป็นคดีที่ต้องต่อสู้ถึงศาลอุทธรณ์และฎีกา ตัวเลขรวมทั้งกระบวนการอาจแตะ 150,000 บาทขึ้นไป
ปัจจัยที่ดันราคาขึ้นจริง ๆ คือจำนวนนัดไต่สวน การเดินทางไปศาลต่างจังหวัด และความเร่งด่วนของคดี ตัวอย่างเช่น คดีลักทรัพย์ธรรมดาที่มีจำเลยรับสารภาพแต่แรก ทนายหลายคนคิดเหมา 25,000 บาทรวมค่าตอบแทนการไปศาลทุกนัด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายรายและต้องตรวจพยานหลักฐานยาวเป็นเดือน ค่าตัวมักคิดเป็นรายนัดหรือเป็นงวดตามความคืบหน้า
ข้อที่ลูกความมักเข้าใจผิด คือคิดว่าเงินก้อนแรกครอบคลุมทุกอย่าง ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร และค่าปรึกษาก่อนรับสำนวนมักแยกออกมา ควรขอใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุจำนวนนัดและเงื่อนไขการยกเลิกให้ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญาจ้าง
เงินเดือนและรายได้จริงของคนทำอาชีพนี้
ทนายความจบใหม่ที่เข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายขนาดกลางในกรุงเทพฯ เริ่มต้นที่ 18,000–25,000 บาทต่อเดือน ส่วนสำนักใหญ่ที่มีงานนิติบุคคลต่างชาติมักให้ 30,000–40,000 บาท แต่แลกมาด้วยชั่วโมงทำงานที่ยาวกว่ามาก คนที่ทำงานในสำนักงานกฎหมายของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ตามบัญชีอัตราเงินเดือนของราชการ ซึ่งต่ำกว่าภาคเอกชนอย่างชัดเจน
รายได้กระโดดเมื่อมีใบอนุญาตว่าความและเริ่มรับสำนวนเอง ทนายที่มีประสบการณ์ 5–10 ปีและมีสำนวนคดีอาญาประจำตัว 3–5 คดีพร้อมกัน มักมีรายได้รวมเดือนละ 80,000–150,000 บาท ขึ้นกับว่ามีงานประจำในบริษัทหรือรับเฉพาะสำนวน ส่วนรายได้ของทนายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร สูงกว่าไทยหลายเท่า แต่ก็แลกด้วยค่าครองชีพ ค่าประกันวิชาชีพ และระบบการสอบใบอนุญาตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงเทียบตัวเลขตรง ๆ ไม่ได้
งานเสริมที่เพิ่มรายได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล
ทนายจำนวนไม่น้อยสร้างรายได้เสริมนอกห้องพิจารณาคดี เช่น งานให้คำปรึกษาแก่นิติบุคคล งานร่างสัญญา หรืองานแปลเอกสารทางกฎหมายจากภาษาอังกฤษเป็นไทย ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดต้องการสูงและคิดค่าบริการได้เป็นรายหน้า รายได้ทางนี้ช่วยพยุงกระแสเงินสดในช่วงที่คดีไม่ต่อเนื่อง
เส้นทางสู่การเป็นทนายความคดีอาญาที่มีสำนวนในมือ
ขั้นแรกคือการจบหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตและผ่านการอบรมของสภาทนายความ จากนั้นต้องสอบไล่ความรู้และผ่านการฝึกงานในสำนักงานที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดของสภาทนายความประจำจังหวัด เช่น สภาทนายความจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุใบอนุญาตในพื้นที่
การเลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมีผลต่อรายได้ในระยะยาว ทนายที่รับทุกคดีมักมีสำนวนกระจัดกระจาย แต่คนที่เลือกจับคดีอาญาประเภทเดียว เช่น คดียาเสพติดหรือคดีฉ้อโกงออนไลน์ จะสร้างชื่อและถูกแนะนำต่อกันในวงแคบ ๆ ทำให้ได้สำนวนใหม่โดยไม่ต้องหาลูกความเอง
หลายคนมองหาหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะจากต่างประเทศ เช่น โครงการภาคฤดูร้อนด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองเรื่องกระบวนการยุติธรรมเปรียบเทียบและสร้างเครือข่าย แต่ไม่ได้ทำให้ได้รับใบอนุญาตว่าความในไทยโดยอัตโนมัติ ต้องผ่านขั้นตอนของสภาทนายความตามปกติ
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนรับสำนวนคดีอาญาครั้งแรก
ก่อนตกลงรับสำนวน ควรตรวจสอบConflict of interest กับลูกความเดิมและคู่กรณีให้ละเอียด เพราะการรับสำนวนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนอกจากผิดจรรยาบรรณแล้ว ยังอาจทำให้ถูกถอนตัวกลางคันและเสียชื่อเสียงในวงวิชาชีพไปตลอด
อีกเรื่องที่คนใหม่มักมองข้ามคือการวางเงินประกันค่าตอบแทนเป็นงวด ๆ และการทำบันทึกการให้คำปรึกษาทุกครั้งที่มีการพูดคุยกับลูกความ เพราะคดีอาญามีการเปลี่ยนคำให้การได้ตลอด เอกสารย้อนหลังจึงเป็นหลักฐานป้องกันตัวทนายเองหากเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง
สุดท้ายคือการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับข้อหานั้น ๆ อย่างน้อย 10–15 ฉบับก่อนขึ้นว่าความ งานส่วนนี้กินเวลามากแต่เป็นสิ่งที่แยกทนายมืออาชีพออกจากคนที่แค่อ่านสำนวนผ่าน ๆ และเป็นเหตุผลที่ค่าตัวทนายความคดีอาญาที่ดีจึงไม่เคยถูก
